Incorrect login or password

“ครูตี๋”นิวัฒน์ ร้อยแก้ว : ผู้เดิมพันชีวิตเพื่อรักษ์แม่น้ำโขง

นี่คือคนท้องถิ่นเล็กๆ อีกคนหนึ่ง ที่ได้ออกมาเรียกร้องในด้านสิทธิชุมชน การปกป้องฐานทรัพยากรท้องถิ่นของตนเอง โดยเริ่มจากกระบวนการการเรียนรู้ ด้วยภูมิปัญญาของชุมชนที่มีอยู่เดิม ผสมผสานกับการดำเนินการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิในระดับประเทศและสากล

 

1.

 

“ไป มึงออกไป อย่าเข้ามาเหยียบแผ่นดินกู…”

 

คนที่อยู่ในเรือต่างสะดุ้ง ทุกคนหันขวับไปตามเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดนั้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้า ชายผอมสูง ผมยาวกระเซิง ยืนตระหง่านอยู่ริมฝั่งมือขวาชี้กราดมาที่เรือ เมื่อเรือแล่นไปเกือบประชิดท่าน้ำ

 

หากใครอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น คงจดจำภาพนั้นได้ดี…กลางสายน้ำโขงที่ไหลเชี่ยวแทรกผ่านระหว่างพื้นที่เขตเมืองเชียงของของไทยกับเมืองห้วยทรายของลาว เรือหางยาวทั้งสิบลำแล่นไปข้างหน้าอย่างเร็วและแรง ตีวงโค้งกระจายขนาบเรือลำใหญ่ปักธงชาติจีน ก่อนจอดนิ่งจอดเทียบอยู่ตรงนั้น เรือเล็กทุกลำถูกผูกติดแน่นกับเรือใหญ่ ชั่วเวลาไม่ถึงนาที ทุกคนก็ยืนประจันหน้ากันและกัน

 

ครูตี๋เดินนำปรี่เข้าไปหา…”นี่บ้านของพวกเรา อย่ามายุ่ง หยุดระเบิดแก่งเดี๋ยวนี้ ชาวบ้านเขาเดือดร้อน” เสียงตะคอกดังลั่นไปทั้งเรือ

 

“เขาเป็นพวกเจ้าหน้าที่สำรวจ แค่มาดูตำแหน่งแก่งหิน ไม่ได้มาระเบิด” ชายไทยหัวเกรียนคนเดียวในกลุ่มคนจีนพยายามอธิบาย

 

“จะระเบิดหรือสำรวจ มันก็พวกเดียวกันนั่นแหละ” ครูตี๋สวนคำพูด ก่อนร่ายเพลงสวดรวดเดียว

 

“น้ำโขงเป็นของมนุษยชาติ ทุกคนมีสิทธิหากินเสรีบนสายน้ำแห่งนี้ มันต้องมีความเท่าเทียมกัน ไม่รบกวนกัน แต่นี่คุณมาปุ๊บ คุณยึดหมดเลย คุณระเบิดแก่ง แล้วเอาเรือใหญ่เข้ามา เรือหาปลาก็อยู่ไม่ได้ สัตว์พืชอะไรก็อยู่ไม่ได้ คุณคิดเอาแม่น้ำเป็นแค่เส้นทางคมนาคม ไม่ได้คิดว่าแม่น้ำมันมีหลายมิติ พวกคุณคิดว่าคุณเป็นใครที่จะเข้ามายึดแม่น้ำโขง”

 

คนที่อยู่บนเรือต่างตื่นตระหนกกับท่าทีแข็งกร้าวดุดันของชายผมยาว หน้าตาเอาเรื่องเอาราว

 

“ฝากถึงรัฐบาลจีนด้วย คนไทยไม่ยอม ล้มโครงการซะ ไม่อย่างงั้นมีเรื่องใหญ่แน่” พูดจบครูตี๋ยื่นหนังสือฉบับหนึ่งให้ พร้อมตะคอกซ้ำ

 

“อย่าให้เจออีกนะไอ้เรือลำนี้!”

 

นั่นเป็นบางเรื่องราวของชายคนนี้ “ครูตี๋ ลูกผู้ชายสายน้ำของ” ที่ “ธวัชชัย จารนัย” เขียนเอาไว้ในชื่อ “พลเมืองของความเศร้า” หนังสือสารคดีรางวัลคนค้นคน ที่บันทึกเรื่องราวชะตากรรมของมนุษย์ผู้ใฝ่ดี คนท้องถิ่นที่ออกมาต่อสู้คัดค้านการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง หลังจากมีหนังสือลับและด่วนจากทางการไทย ที่ระบุว่าจะมีการระเบิดแก่งคอนผีหลง กระทั่งเขาและชาวบ้านเชียงของต้องออกมาเรียกร้องสิทธิในฐานะของคนท้องถิ่นคนหนึ่ง

 

 

 

ว่ากันว่า การเคลื่อนไหวคัดค้านไม่ให้จีนเข้ามาทำการระเบิดแก่งคอนผีหลงในเขตไทยได้ครั้งนั้น ก็เพราะความเข้มแข็งกลุ่มอนุรักษ์ในท้องถิ่นนี้ จนทำให้ 2 สื่อมวลชนจีน คือ นายหลี่เหลียง จากหนังสือพิมพ์ South China Weekend ชื่นชมความกล้าหาญในการเจรจาเพื่อรักษาสิทธิของชาวบ้าน ในขณะที่นางยิน เจี๋ย จากนิตยสาร Chinese National Geography ก็รายงานบอกว่า “พลังประชาชน” ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงทักท้วงจากชุมชนท้องถิ่น นักวิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ ต่อผลกระทบในระยะยาวที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลจีนกลับไม่สนใจ ยังคงเดินหน้าดำเนินการระเบิดแก่งในพื้นที่แม่น้ำโขงตอนบนอย่างต่อเนื่อง

 

ในขณะที่ภาครัฐของไทยกลับอ้ำอึ้งเหมือนไม่รับรู้ยินดียินร้ายใดๆ อีกทั้งยังดูเหมือนว่า อยากสนับสนุนให้ประเทศจีนรุกล้ำเข้ามาใช้ประโยชน์ลุ่มน้ำโขงแถบนี้เสียอีก โดยอ้างเพื่อประโยชน์ของประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจในแถบลุ่มน้ำโขง

 

“ก็ลองดู ถ้ามันยังไม่หยุดกัน ก็คงจะได้เห็นดีกัน อาจแลกด้วยชีวิตก็ได้…” เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเครียด

 

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ”ครูตี๋” ชายร่างผอม ผมยาวกระเซิงคนนี้ เป็นชาวเชียงของตั้งแต่กำเนิด แต่เดิมนั้น เขาเป็นข้าราชการครูสอนหนังสือให้กับเด็กชาวเขาบนดอยสูง แต่ต่อมาได้ตัดสินใจลาออกจากครู และหันมาทำงานรณรงค์ในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ในนาม “กลุ่มรักษ์เชียงของ” และ “เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา” เป็นเครือข่ายที่เกิดจากการรวมตัวกัน โดยองค์กรท้องถิ่น 3 องค์กร ได้แก่ กลุ่มรักษ์เชียงของชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำอิง และโครงการแม่น้ำและชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานร่วมกันในลุ่มน้ำโขง จนกระทั่ง ได้เกิดการพูดคุยถึงสถานการณ์ปัญหาการคุกคามแม่น้ำโขงอย่างรุนแรงและเกิดผลกระทบถึงพื้นที่ลุ่มน้ำโขงและพื้นที่ใกล้เคียง อย่างเป็นระบบและมีรูปธรรมที่ชัดเจนภายใต้ชื่อ “เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา”

 

การทำงานของเครือข่ายฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและสนับสนุนการพิทักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม โดยการจัดการของชุมชนในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนบนของประเทศไทย นำเสนอข้อคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์เพื่อสภาพแวดล้อมที่ดีในชุมชน และการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น มีการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับชาวบ้านและเยาวชน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งดีงามในท้องถิ่นของตนให้คงอยู่ รวมไปถึงการผลิตสื่อรณรงค์เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ชุมชน และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่สาธารณชนด้วย

 

 

2.

 

“ทำไมต้องคัดค้านการระเบิดแก่ง!?” เชื่อว่าหลายคนคงแอบตั้งคำถามเช่นนี้

 

“ก็มันทำลายวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน คนภายนอกที่ไม่เคยได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำสายนี้ คงมองไม่เห็นความสำคัญหรอก นอกจากไม่เห็นความสำคัญของการใช้ประโยชน์ แล้วบางคนยังละเลยที่จะมองเห็นความสำคัญของคนท้องถิ่น และที่ผ่านมารัฐไม่ได้ตอบสนองคนท้องถิ่นเลย สถานการณ์ขณะนี้ โครงการพัฒนาต่างๆของรัฐที่ถาโถมลงมา จะมุ่งไปทำลายระบบนิเวศน์ของแม่น้ำโขงด้วย”

 

“หากย้อนไปดูสาเหตุของตลิ่งพัง ก็มาจากกรณีที่ทางการจีนได้สร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในตอนบน ทำให้ระดับแม่น้ำโขงขึ้นลงไม่เป็นปกติ รวมทั้งมีการระเบิดเกาะแก่งต่างๆ เพื่อการเดินเรือ ทำให้น้ำไหลเชี่ยวขึ้น การพังทลายของตลิ่งแทบจะทำให้ไม่มีร่องน้ำเดิมเหลือ หรือในฤดูแล้งก่อนๆ นี้จะไม่เคยแห้งแล้งขนาดนี้ ตอนนี้ก็ได้เห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันเรือแทบเดินไม่ได้เลย ต่อไปชาวบ้านลุ่มน้ำที่อาศัยแม่น้ำโขงดำรงชีพคงเดือดร้อนหนักกว่านี้”

เขายังบอกอีกว่า ภายหลังจากมีการระเบิดแก่งในเขตพม่า-จีนรวมทั้งการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 ในเขตจีน ส่งผลให้สถานการณ์ระบบนิเวศน์ลุ่มน้ำโขงบริเวณพื้นที่ อ.เชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่น จ.เชียงราย อยู่ในภาวะวิกฤต เพราะตั้งแต่จีนระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงเมื่อปี 2545 จนถึงปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่ 3 อำเภอดังกล่าวเดือดร้อนอย่างหนักเพราะเกิดปัญหาขึ้นหลายอย่าง

 

“จีนมีโครงการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง ในเขตพม่า-ลาว ซึ่งห่างจากชายแดนไทยไปทางทิศเหนือประมาณ 30 กิโลเมตรเท่านั้น โดยก่อนหน้านั้น ทีมวิศวกรจากจีนที่รับผิดชอบการระเบิดแก่งได้ลำเลียงอุปกรณ์และวัตถุระเบิดเข้าตามจุดต่างๆที่กำหนดไว้ ในการระเบิดครั้งนี้มีแก่งที่ต้องระเบิดจำนวน 16 แก่ง”

 

 

 

เรือโดยสารของลาวยังคงใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางสัญจรไปมา

 

 

ในขณะบริเวณประเทศไทย ก็มีโครงการระเบิดแก่ง จำนวน 1 แก่ง คือแก่งคอนผีหลง ซึ่งเป็นแก่งหินยาวกว่า 1,600 เมตร กว้างกว่า 30 เมตร อยู่ในเขต ต.ริมโขง อ.เชียงของ นอกจากนั้น ยังมีโครงการระเบิดแก่งเพิ่มอีก 8 แก่งบริเวณ อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่น ของ จ.เชียงราย

 

โดยการระเบิดแก่งดังกล่าว ทางการจีนเพื่อปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ของจีนในแม่น้ำล้านช้าง-น้ำโขง ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาจากการผลักดันของประเทศจีน เพื่อตอบสนองนโยบายการค้าเสรี ด้วยการเปิดเส้นทางคมนาคมทางน้ำ ให้เรือขนส่งสินค้าของจีนสามารถเดินเรือมาถึงตอนล่างจากเมืองซือเหมา มณฑลยูนานของจีน ผ่านพม่า ไทย ลาว มายังหลวงพระบางได้ตลอดทั้งปี โดยจะทำการระเบิดแก่งทั้งหมดกว่า 21 แก่ง

ทั้งนี้ การระเบิดแก่งขุดลอกแม่น้ำโขงเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ในเขตจีน-พม่า ซึ่งเพิ่งดำเนินการเสร็จรวมทั้งการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำโขงในเขตจีน โครงการเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ต่อกลุ่มประเทศท้ายน้ำขนานใหญ่โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ อ.เชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่น จ.เชียงราย ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าวอย่างชัดเจน เช่น ปัญหาตลิ่งพังเป็นแนวยาวหลายกิโลเมตร ปัญหาเกิดสันดอนทรายใหม่กลางแม่น้ำซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ ปัญหาระดับน้ำที่ผันผวนขึ้นลงผิดปกติ รวมทั้งผลกระทบด้านระบบนิเวศน์ลุ่มน้ำ

 

ไม่เพียงเท่านั้น ปัญหาใหญ่ที่คนเชียงของกำลังเผชิญคือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจการค้าและเกษตรอุตสาหกรรมของคนจีนที่รัฐบาลไทยให้การสนับสนุน ซึ่งเท่าที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงเพื่อทำเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าจากเชียงรุ่งมายังเชียงแสน เชียงของ และหลวงพระบาง โดยที่เรือสินค้าที่มีระวางขับน้ำ 200-500 ตัน แล่นลงมาได้ ซึ่งหากโครงการนี้สำเร็จก็จะส่งผลให้เมืองประวัติศาสตร์สำคัญของชาติตกอยู่ในสภาพที่ถูกทำลายทั้งทางศิลปวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง ซึ่งได้ลงมือสำรวจอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อปี พ.ศ.2534 โดยเป็นการสำรวจร่วมระหว่างประเทศจีนกับประเทศลาว ปัจจุบันเหลือเพียงที่อยู่ในเขตบริเวณประเทศไทยแห่งเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ถูกระเบิด

 

 

แนวทางการทำงานเคลื่อนไหว เน้นอาวุธให้ชาวบ้าน คือ “องค์ความรู้”

 

เขาบอกว่า จะเน้นการทำงานร่วมกับองค์กรชุมชนระดับท้องถิ่น โดยมีการจัดทำแผนแม่บทของชุมชนขึ้นมาเพื่อฟื้นฟูสิ่งต่างๆ ให้กลับคืนดังเดิม รวมทั้งหยุดยั้งการกอบโกยผลประโยชน์ของประชาชน หยุดการเปลี่ยน แปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ที่สำคัญคือต้องให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมคิดและร่วมแก้ไขอย่างจริงจังมิใช่คิดแทนประชาชน

 

กระทั่งเกิด “งานวิจัยจาวบ้านเชียงของ-เวียงแก่น” ขึ้นมา โดยงานวิจัยจาวบ้านดังกล่าวเกิดขึ้นโดยชาวบ้านจำนวน 13 หมู่บ้าน ที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณพรมแดนไทย-ลาว ทางตอนบน ของอ.เชียงของและ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ให้ชาวบ้านเป็นนักวิจัย ซึ่งเป็นผู้ที่รู้ในเรื่องราวต่างๆ โดยผ่านวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขงมายาวนาน

 

การศึกษานี้ ยังได้รวบรวมข้อมูลผลกระทบจากการพัฒนาแม่น้ำโขงตอนบน ซึ่งพบว่าการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในยูนนานทำให้ระดับน้ำโขงขึ้น-ลงไม่ปกติ ส่งผลให้ปลาไม่อพยพตามฤดูกาล เกิดการพังทลายของชายฝั่งและดอน ร่องน้ำเปลี่ยนทิศ และการทับถมของตะกอนทรายที่ทำให้ระบบนิเวศน์แม่น้ำโขงเสื่อมโทรม การพังทลายของริมฝั่งและดอนยังทำให้บ้านเรือนของชาวบ้านเสียหาย รวมไปถึงพื้นที่ที่ชาวบ้านเคยใช้ในการทำเกษตรริมโขง การที่น้ำโขงขึ้น-ลงไม่ปกติยังทำให้พื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ทำเกษตรริมโขงเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม

 

ซึ่งผลกระทบดังกล่าวรุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการควบคุมน้ำของเขื่อนจีนเพื่อทำการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงบริเวณพรมแดนลาว-พม่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ปลาไม่อพยพขึ้นมาตามฤดูกาล และคนหาปลาไม่สามารถใช้เครื่องมือหาปลาพื้นบ้านได้ทำให้คนหาปลาจับปลาได้น้อยลงถึงประมาณร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับก่อนหน้าการระเบิดแก่ง ส่งผลให้คนหาปลาต้องหยุดหาปลา หรือเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นซึ่งรวมถึงการรับจ้าง ส่วนไกลดลงเหลือประมาณ 30% เมื่อเทียบกับก่อนการระเบิดแก่ง

 

ผลกระทบนี้ ทำให้ชาวบ้านเดือนร้อนทั้งในมิติความมั่นคงทางอาหารและสุขภาวะ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงการสูญเสียความสามารถในการพึ่งตนเอง และปัญหานี้จะเกิดมากขึ้นหากมีการระเบิดแก่งคอนผีหลงและแก่งต่างๆ บริเวณพรมแดนไทย-ลาวตอนบน นอกจากนั้น ยังจะทำให้คนหาปลามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการเดินเรือขนาดใหญ่ และคลื่นและเสียงจากการเดินเรือขนาดใหญ่จะรบกวนปลาและการหาปลาของชาวบ้าน (อ่านข้อมูลเพิ่มเติม http://www.searin.org/Th/Mekong/mek_tb_research_c9.pdf)

 

——————

เรื่องโดย องอาจ เดชา   Mon, 2007-01-01 23:24

http://prachatai.com/journal/2007/01/11124

 

…………………………………………………………………….

 

อีกบทความหนึ่ง โดย วุฐิศานติ์ จาก http://www.oknation.net/blog/wutisant/2008/07/10/entry-1

วิถีคนลุ่มน้ำของ  การต่อสู้แบบงดงามของครูตี๋

 

ตลอดระยะเวลากว่าศตวรรษ นับตั้งแต่นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสชื่อ อองรี มูโอต์ ได้เข้ามาเก็บข้อมูลสำรวจแม่น้ำโขง ระหว่างปี ๒๔๐๑ – ๒๔๐๔ ทำให้ดินแดนอันเงียบสงบแห่งลุ่มน้ำโขง เริ่มเป็นที่รู้จักของนักล่าอาณานิคมชาวตะวันตก ผู้กระหายการช่วงชิงทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าจากซีกโลกตะวันออก

หลังจากนั้นไม่นาน นานาประเทศต่างพยายามบุกเข้ามายึดครองดินแดนแถบนี้ และต้องการครอบครอง แม่น้ำโขง ในนามของลัทธิล่าอาณานิคมฝรั่งเศส ในนามของนักบุญผู้ช่วยเหลือของผู้นำโลกเสรี โดยมีแผนการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคที่แฝงด้วยข้อตกลงทางการเมืองและการทหาร ท่ามกลางอุดมการณ์ทางการเมืองอันขัดแย้ง เข้าสู่ภาวะสงครามเย็น จนกระทั่งประเทศจีนปราวณาตนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การผลักดันโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจในประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และการเปิดเขตการค้าเสรีไทย – จีน (FTA) เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๔๖

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศจีนพยายามเร่งพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางอากาศ ทางบกและทางน้ำ มีการสำรวจเส้นทางบกระหว่างคุนหมิง – เชียงรุ่ง – เชียงของผ่านมาทางห้วยทรายประเทศลาว และเส้นทางจากเชียงรุ่ง – แม่สายโดยผ่านเข้าทางท่าขี้เหล็กประเทศพม่า ส่วนทางน้ำมีโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ จากซือเหมา – หลวงพระบาง เพื่อมุ่งสู่ทะเลจีนใต้ทางประเทศเวียดนามในกาลอนาคต ซึ่งกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งมาเนิ่นนาน

ด้วยเหตุว่าภายใต้โครงการดังกล่าว เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงทั้ง ๘ แห่ง จึงถูกกำหนดในแผนก่อสร้างเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อควบคุมระดับน้ำ มีการระเบิดแก่งหินเพื่อเดินเรือขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมหาศาลกับระบบนิเวศและผู้คนแห่งลุ่มแม่น้ำโขงทางตอนล่างอีก ๕ ประเทศ ทั้งในเรื่องของทรัพยากร ที่อยู่อาศัย วิถีชีวิตและวัฒนธรรม

ในปัจจุบัน เขื่อนสองแห่งถูกสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งานแล้ว คือเขื่อนมันวาน และเขื่อนต้าเฉาซาน โดยมีเขื่อนอีกสองแห่ง อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คือเขื่อนเซี่ยวหวานและเขื่อนจิงหง ขณะที่คณะสำรวจของรัฐบาลจีนเริ่มเข้ามาสำรวจเกาะแก่งคอนผีหลงอีกครั้ง หลังการระเบิดแก่งในระยะแรก เพื่อทำการระเบิดแก่งในระยะที่สอง โดยไม่สนใจไยดีต่อเสียงทักท้วงของผู้คนที่อาศัยอยู่รอมสองฟากฝั่งแม่น้ำโขง

จนถึงวันนี้ ในวันที่สายน้ำเริ่มแปรเปลี่ยน วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันสงบงามของผู้คนแห่งลุ่มน้ำโขงกำลังถูกชักนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ในฐานะที่ผมเข้ามาเรียนรู้อยู่ในโรงเรียนแม่น้ำโขง โดยมีครูตี๋ หรือครูนิวัฒน์ ร้อยแก้ว แม้จะเคยเป็นอดีตครูใหญ่ ทว่าในวันนี้ ครูตี๋เป็นยิ่งกว่าครูใหญ่ในโรงเรียนแม่น้ำโขงของเรา

 

 

อยากให้ครูช่วยเล่าย้อนถึงความทรงจำในวัยเด็กเกี่ยวกับแม่น้ำโขง

 

ถ้าพูดถึงแม่น้ำของกับพี่นะ เริ่มตั้งแต่จำความได้ รู้จักน้ำของครั้งแรกตอนไปกับแม่ จะตามแม่ลงไปซักผ้าตลอด เมื่อก่อนเชียงของ เช้า กลางวัน เย็น ต้องมีคนอยู่ริมน้ำของตลอด ตอนเช้าคนแก่จะลงไปทอดแหตามหาด เพราะมันเงียบ โดยเฉพาะ หน้าวัดแก้วเป็นหาดหิน มีไก มีปลาขึ้นมาเล่นตามหาด พอสายหน่อย พวกแม่บ้านจะพากันลงไปซักผ้า เพราะเมื่อก่อนเขาจะซักผ้าโดยใช้สบู่ซันไลท์ถูขยี้บนโขดหิน พวกเราที่ยังไม่เข้าโรงเรียนจะตามลงไปช่วยแม่ ซักผ้า เล่นน้ำตามหาดตื้นๆ หัดว่ายน้ำ เล่นกันบ้าง พอซักผ้าเสร็จจึงกลับเข้าบ้าน

พอบ่ายคล้อย บางครั้งเราจะออกไปตามควายกับน้า เพื่อเอาควายกลับบ้าน เมื่อก่อนเชียงของมีควายเยอะ ปล่อยเลี้ยงไว้ตามทุ่ง ถ้าเป็นหน้านาจะผูกไว้ตามป่า ควายหากินเป็นหมู่ เจ้าของควายจะรู้ว่าควายของเราไปทางไหน รู้ว่าควายในกลุ่มที่มากับเราเป็นควายของใคร บางครั้งหากใครติดธุระมาสาย เราจะช่วยไล่ควายออกมากลางทุ่ง เจ้าของจะได้มองเห็นชัดๆ พอเอาควายกลับมาถึงบ้าน เราจะลงไปอาบน้ำของ ตอนเย็นนี่จะเล่นน้ำกันเต็มที่หน่อย

ช่วงเรียนหนังสืออยู่ ป. ๒ ป. ๓ ตอนพักกลางวัน เด็กๆ จะเอาข้าวมานั่งกินร่วมกัน กินข้าวเสร็จ เด็กๆ จะลงไปเล่นน้ำของ เพราะโรงเรียนหัวเวียงอยู่ติดแม่น้ำ และครูก็ไม่ได้ห้าม พอโตขึ้นมาหน่อย แม่จะซื้อคุน้ำให้พร้อมไม้คาน หลังจากเล่นน้ำเสร็จจะได้หาบน้ำขึ้นมาใช้ อย่างบ้านของพี่มีเกวียน ก็เอาวัวเทียมเกวียนลงไปทางท่าวัดหลวง เพื่อเอาน้ำของขึ้นมาไว้ดื่ม เพราะถือว่าเป็นแม่น้ำใหญ่ ส่วนน้ำสมเป็นน้ำสาขา ชาวบ้านจะเก็บไว้เป็นน้ำใช้

 

 

การละเล่นของเด็กสมัยก่อนเป็นอย่างไร

มันขึ้นอยู่ว่าใครจะนำเล่นอะไร เล่นก่อทรายกันบ้าง เล่นหมากขี้เบ้า คือเอาทรายมาปั้นเป็นลูกกลมๆ ทำให้มันแข็งที่สุด ขุดทรายเป็นร่อง ให้มันกลิ้งลงไปชนกัน แบ่งข้างกันของใครแตกถือว่าแพ้ บางครั้งเล่นขี้ม้าชนเมือง รบกันบนหาดทราย บางครั้งสู้กันในน้ำด้วย นี่คือกิจกรรมบนบก หลังจากนั้นจะลงเล่นน้ำ แต่ละคนมีวิธีการลงน้ำของใครของมัน พุ่งลงไปบ้าง ตีลังกาบ้าง พากันว่ายน้ำออกไปที่ผาช้างมูบตรงหน้าวัดแก้ว ซึ่งมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า บริเวณนั้นมีผาเสือ ผาวัว และมีผาน้อยอยู่ใกล้ฝั่ง พวกเด็กที่ยังว่ายน้ำไม่เก่งจะเล่นอยู่บริเวณนี้ พอโตหน่อยก็จะออกไปยังผาช้างมูบ

แต่ถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์หรือช่วงปิดเทอมก็จะพิเศษออกไป เราต้องไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ตอนกลางวันก็แอบมาเล่นน้ำของ ตอนนั้นถ้าเป็นฤดูพุทราป่า เราจะเก็บลูกพุทรามาใส่กระบอกไม้ไผ่ ทำสากตำพริก เกลือใส่ เดินตำกินลงมาเล่นน้ำของ พอเผ็ดเราก็กระโดดลงน้ำ นี่สุดยอดที่สุดแล้ว ถ้าเป็นหน้ามะขามก็ใช้มะขาม เพราะก่อนอาบน้ำ เด็กๆ ชอบกินส้ม(เปรี้ยว) ตำแล้วจูบปลายสาก เผ็ดด้วยอร่อยด้วย สนุกอยู่ บางฤดูเราจะทำลูกข่าง เล่นมะทบ ยิงใส่กัน โดยใช้หมากกอมและหมากนมแมวมาทำเป็นลูกกระสุน ยิงนกกันบ้าง ทำคลุบดักนกบ้าง ขุดตุ่นบ้าง

 

 

เริ่มห่างจากแม่น้ำโขงตั้งแต่ช่วงไหน

พี่เริ่มห่างจากแม่น้ำของเมื่อไปเรียนที่เชียงราย เราจะได้กลับบ้านวันเสาร์อาทิตย์ มีเวลาก็ออกไปตกเบ็ด แมงมาย ตกปลามะแปบ ใช้เบ็ดตัวเล็กๆ หลาวปลายคันเบ็ดให้อ่อน ตกตามหาดทราย ฟาดให้เบ็ดไหลลอยไปบน ผิวน้ำ ปลาจะขึ้นฮุบ พี่เรียนพละอยู่สองปี แล้วไปต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

 

เริ่มเป็นครูครั้งแรกตอนไหน

หลังจากจบมาตอนแรกพี่ว่างงานอยู่นะ ก่อนไปสอนที่วิทยาลัยครูเชียงราย สอนพละ สอนมวย ว่ายน้ำ ช่วยสอนฟุตบอล นันทนาการ สอนอยู่ได้ ๒ ปี จากนั้นมาเป็นครูที่โรงเรียนปอวิทยา เวียงแก่นตอนนั้นยังขึ้นกับเชียงของ ประมาณปี ๒๕๒๕ – ๒๕๒๖ สอนอยู่เกือบ ๒ ปีจึงย้ายมาช่วยงานบุคคลที่สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเชียงของ พี่ย้ายมาใน ๒๔ ชั่วโมง ตอนนั้นมีเรื่องกับครูใหญ่ เรื่องจัดงานโรงเรียน ช่วงนั้นเด็กจะมีสอบ ครูในโรงเรียนมาประชุมกันว่าไม่จัดงานโรงเรียนแล้ว พอไม่จัดพี่เลยกลับบ้าน วันอาทิตย์กลับมา พอดีมีอาคารเก่าที่กำลังรื้อถอน ซึ่งพี่เป็นกรรมการตรวจรับอยู่ คือเขาเอาสังกะสีเก่ามาล้อมรั้วงาน “ตายแล้ว!” พี่โมโห ถามครูใหญ่ว่าทำไมทำอย่างนี้ ครูใหญ่ว่าอยากหาเงินเข้าโรงเรียน พี่ก็ว่ายุ่งแล้ว ไม่เคารพเสียงครูทุกคน โมโหก็โมโห ไม่รู้ทำยังไง กินเหล้าอยู่ ชาวบ้านกำลังมาซื้อบัตร พี่ก็ถามว่า “เอ้าอยากเข้าไหม อยากดูงานไหม อยากดูครูจะเปิดให้ดู” เลยเอาเท้าถีบสังกะสีออกหมดเลย ชาวบ้านก็เฮกันเข้าไป ครูใหญ่โมโหวิ่งออกมาถามว่าทำไมทำอย่างนั้น พี่ก็โมโหเอาไงเอากัน ไล่ชกครูใหญ่ พอดีครูใหญ่มีพี่น้องเป็นทหารพรานมาด้วย เขายกปืนขึ้นจะยิง พี่ก็ว่า ยิงก็ยิงแลกกัน พี่ก็ถือปืนอยู่ เลยหยุดกันไป วันรุ่งขึ้น แกแจ้งไปสปอ. บอกว่าเอาไม่อยู่แล้ว สปอ.จึงรับพี่เข้ามา เพราะตอนนั้นพี่เล่นฟุตบอลให้ครูเชียงรายอยู่ แต่กับครูใหญ่ก็ยังรักกันอยู่นะ

 

เริ่มขึ้นไปสอนบนดอยเมื่อไหร่

ตอนนั้นมาอยู่สปอ. ได้ไม่นานก็ขอลาออก ช่วงนั้นครูสมรทำเรื่องย้ายจากโรงเรียนทุ่งตองมาสอนอยู่หัวเวียง ก่อนออกหัวหน้าเสงี่ยม ชัยภูวนาถ ถามว่าเอ็งจะไปอยู่ที่ไหน พอพี่เลือกไปอยู่ทุ่งนาน้อย แกก็ว่ามึงจะไปอยู่ทำไม เพราะทุกคนที่ออกจากสปอ. แกสงสาร อยากให้สอนอยู่ใกล้บ้าน ตอนนั้นมีพี่คนเดียวขอไปอยู่ทุ่งนาน้อย เอารถเครื่องไปจอดไว้ที่บ้านทุ่งทราย เดินเข้าไปอีก ๔-๕ กิโลเมตร พี่รักษาการณ์แทนครูใหญ่สลับกับครูอีกสองคน ตอนนั้นมีความสุขอยู่ พานักเรียนมาแข่งกีฬาบ้าง แล้วหัวหน้าเสงี่ยมขอให้พี่ไปสอบครูใหญ่ แกว่าพี่ไปเป็นลูกน้องคนอื่นไม่ได้ พี่ต้องมีอาณาจักรเป็นของตัวเอง

 

 

พอสอบครูใหญ่ได้ ได้บรรจุที่ไหน

ตอนนั้นไปอยู่หินแตก อำเภอแม่จัน เอารถเครื่องไปจอดสามแยกอีก้อ เดินไปอีก ๑๑–๑๒ กิโลเมตร จากนั้นย้ายมาห้วยคุ เวียงแก่น เอามอเตอร์ไซค์เข้าไปได้ แต่ทางลำบาก ต้องเอาโซ่พันล้อขึ้นไป ที่ห้วยคุ เป็นหมู่บ้านม้ง ชาวบ้านเป็นกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เขตงาน ๘

 

 

ช่วงไหนที่เป็นครูบนดอย แล้วม่วนที่สุด

ที่ทุ่งนาน้อยกับห้วยคุ ที่พี่ไปอยู่นี่ถือว่ากันดารนะ ได้เบี้ยกันดารกับเบี้ยเสี่ยงภัยตลอด ทุ่งนาน้อยมีอยู่ปีหนึ่ง น้ำท่วม ถนนขาด ต้องพาชาวบ้านขุดถนนเลาะออกมา ๔-๕ กิโล ส่วนที่ห้วยคุตอนไปถึงยังไม่มีอะไรเลย ต้องพาชาวบ้านออกไปตัดไม้มาสร้างโรงเรียนให้เด็ก ช่วงนั้นมีพวกนักศึกษารามฯ ใต้มาช่วยกันสร้างโรงเรียน

 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับชาวบ้านและทหารตอนนั้น เป็นอย่างไง

ตอนอยู่ที่แม่จัน ครูกับทหารเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะบนดอยไม่มีใคร พวกทหาร ตชด. ผ่านมาจะแวะที่โรงเรียน เมื่อก่อนเวลาออกมาข้างนอก ทหารจะให้ปืนปชด. เป็นปืนลูกซองห้านัด ในวันรับเงินเดือน ต้องปิดโรงเรียนกันหนึ่งวัน เพราะครูต้องไปรับเงินเดือน เดินกันลงมา บางครั้งแบกปืนลงมาด้วย รับเงินที่สปอ. ซื้อข้าวซื้อของเสร็จก็โบกรถขึ้นไป แล้วเดินอีกจนไปถึงโรงเรียน

ที่บ้านห้วยคุ ครั้งหนึ่งชาวบ้านไปจับเครื่องเลื่อยทหารที่มาตัดไม้ ก่อนนั้นพระราชินีเสด็จมา ทรงรับสั่งให้ช่วยกันดูแลป่า ทีนี้ทหารจะสร้างหมู่บ้านป้องกันชายแดน จึงถือโอกาสตัดไม้ ครั้งแรกชาวบ้านให้กรรมการหมู่บ้านขึ้นไปบอกให้หยุดตัดได้แล้ว ที่ตัดก็แล้วกันไป ทหารไม่ฟัง ที่นี้จึงวางแผนกันทั้งหมู่บ้าน เราต้องไปนั่งฟังว่าใครผิดหรือถูก พี่ก็ฝากไว้ว่าอย่าใช้ความรุนแรงอะไรกัน ชาวบ้านเอาปืนทหารไปล้อมไว้ ยึดเครื่องเลื่อยกลับหมู่บ้าน เราถ่ายรูปอัดเสียงเก็บหลักฐานไว้หมด ทหารโมโห เครื่องบินผ่านหึ่ม หึ่มเหนือหมู่บ้าน ประมาณ ๙ – ๑๐ โมง ชาวบ้านมาตามพี่ที่โรงเรียน พ่อหลวง พี่ ชาวบ้าน ทหารมานั่งคุยกัน ร้อยโทร้อยเอกที่โดนจับก็โมโห ถือปืนจะยิงใส่พี่กับพ่อหลวง พี่ก็ว่าไม่เป็นอะไรหรอก ชาวบ้านก็หัวเราะกันเพราะทหารไม่รู้ว่าครูกับพ่อหลวงก็มีปืน ทหารโมโหในเรื่องของศักดิ์ศรี เราบอกว่าไม่ใช่ เราไม่ได้กลั่นแกล้ง แต่เราบอกกันแล้วไม่เชื่อ นั่งคุยกันทั้งวันเลย จนเสต้องมาตกลง ก็คืนเครื่องเลื่อยให้ ไม่เป็นไร ไม้ก็เอาไป

 

 

ทำไมจึงลาออกจากครูใหญ่

ตอนนั้นพี่มาอยู่สองพี่น้อง พาชาวบ้านตัดยาเสพย์ติด สนุกเหมือนกัน แต่เราเริ่มอึดอัดระบบมากขึ้น พี่ไม่เข้าประชุมผู้บริหารเกือบปี พอกลับไปก็ลาออก มันอึดอัดที่สุด คือให้เราทำตามใจมันคิด แต่เราบอกไม่ใช่ การศึกษาไม่ใช่อย่างนั้น ต้องให้ครูเขาคิดเอง ต้องจากข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน ไม่ใช่ข้างบนลงข้างล่าง

 

 

หลังจากลาออก

พี่ทำหลายอย่างนะ ช่วงปิดเทอมตอนที่ยังเป็นครูอยู่ พี่เป็นไกด์พาเที่ยวน้ำของ เพราะตอนนั้นไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ เราพูดได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็เลยเอา ออกจากครูเลยมาทำทัวร์ ทำเกสต์เฮาส์ ช่วงนั้นนักท่องเที่ยวมีไม่เยอะหรอก แต่พอมีอยู่บ้าง ช่วงนั้นมีคนสนใจเรื่องปลาบึก พวกนักข่าว กลุ่มสารคดีจากญี่ปุ่นเข้ามา พี่เป็นไกด์ให้เขา พาล่องเรือ ตอนนั้นพี่มีเรือสองลำ

 

 

การตั้งกลุ่มรักษ์เชียงของเริ่มเมื่อไหร่

เมื่อลาออกจากครู ตอนนั้นมีเวลา ตอนเป็นครูก็ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่ เรื่องป่า เรื่องยาเสพย์ติด ตอนตั้งกลุ่มมีอยู่ห้าหกคน เป็นกลุ่มกินเหล้ากับวัชระ หลิ่วพงศ์สวัสดิ์ มันแปลกอยู่นะ คนเหมือนกันมาเจอกัน ไม่ได้คิดอะไรมาก นั่งพูดคุยกันว่า บ้านเราอีกหน่อยคงโดนอะไรเยอะ ถ้าเรามาช่วยกันดูแล มันอาจลดอะไรลงได้บ้าง เชียงของในอนาคตจะเป็นยังไงเราก็พอคาดเดาได้อยู่ หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง ก็พูดเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสิทธิของชาวบ้าน

 

ช่วงทำเกสต์เฮาส์เป็นยังไงบ้าง

เรื่องรายได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว มีคนมาพัก มีน้องมาช่วย แต่เราไม่ใช่คนที่ต้องมาคอยบริการอะไรอย่างนั้น เราเข้าใจคนอยู่ แต่เราไม่ใช่ รู้สึกมันกักขังตัวเอง ก็เลยไปทำนา ทำสวนผัก พอมีเวลาก็ทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องปลาบึกร่วมกับมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า และ ASAD

 

 

ครูเริ่มลงมาทำงานจริงจังกับแม่น้ำโขงช่วงไหน

ช่วงแรกพี่ไปทำทัวร์หลวงพระบางก่อน เพราะตอนนั้นไปหลวงพระบางยังมีปัญหาเยอะ ไม่มีใครกล้าไป ตอนนั้นพี่เป็นสมาชิกชมรมท่องเที่ยวด้วย พอประมาณปลายปี ๒๕๔๔ ถึงเริ่มมีข่าวระเบิดแก่งขึ้นมา พอมีข่าวว่า มีการระเบิดแก่งจริงๆ แล้ว เรานั่งคุยกับวัชระ ว่าจะทำยังไง มันจำเป็นต้องสู้กันแล้ว คนท้องถิ่นต้องลุกขึ้นมาพูดเรื่องน้ำของ เรื่องผลกระทบ วัชระก็ว่ามึงต้องทำแล้ว แต่จะให้พี่รับอะไรทั้งหมด พี่ก็ขี้เกียจ รำคาญพอดีตอนนั้นสมเกียรติ เขื่อนเชียงสาเข้ามา วัชระเลยว่า ให้สมเกียรติมาช่วย “แต่มึงต้องพามันไป” เลยให้สมเกียรติเป็นผู้ประสานงาน รับโทรศัพท์ไป ให้พี่มารับโทรศัพท์ พี่ไม่เอา

 

 

สถานการณ์ตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง

คือเขาจะระเบิดแก่ง ตอนแรกเราต้องมานั่งรวบรวมข้อมูล สมเกียรติประสานงานกับ SERIN มีหลายคนลงมาให้ข้อมูล พูดคุยกัน งานแรกคือเชิญศิลปิน นักข่าว กลุ่มอ้ายแสงดาว(ศรัทธามั่น) อ้ายน้อย(อัคนี มูลเมฆ) มาล่องเรือ ไปนอนหาดบ้านดอนที่ จึงเริ่มเป็นข่าวออกไป ทุกเย็นกับอู๊ด อ้อย และนักศึกษาฝึกงานจากราชภัฏเลย พากันลงไปให้ข้อมูลชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านเรื่องระเบิดแก่ง รับฟังว่าชาวบ้านคิดเห็นยังไง

จากนั้นเชิญ สว. เตือนใจ ดีเทศน์ เชิญกรรมการสิ่งแวดล้อม มาลงพื้นที่ ครั้งที่สองมีอาจารย์เจิมศักดิ์ กับ คุณไกรศักดิ์ลงมา ไปร่วมประท้วงหน้าสถานทูตจีนกับพวกสมัชชา เลยเป็นข่าวขึ้นมา

 

 

หลังจากนั้นล่ะครับ

ตอนนั้นทำงานกันอยู่ไม่มีเงินนะ ก็พยายามทำงานรณรงค์ให้เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมา ได้เงินจาก ASAD เข้ามาช่วยเหลือ ได้เงินจากการเป็นวิทยากรบ้าง ค่ารถบ้าง พอจุนเจือกันไปได้ ๘ เดือน ก่อนโครงการวิจัยชาวบ้านของ OXFAM เข้ามา พอได้เงินเข้ามา Suppots มากขึ้น ก็พยายามทำงาน โดยเน้นเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้ความสำคัญต่อบทบาทของท้องถิ่น ที่ผ่านมามีแต่องค์กรจากภายนอก แต่ถ้าองค์กรท้องถิ่นได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง การต่อสู้จะมองเห็นพลังได้ชัดเจน ข้างบนจะออกมาว่าอะไรไม่ได้มาก

 

 

โครงการพัฒนาของจีนมีอะไรบ้าง

ที่เห็นชัดเจนที่สุดเรื่องการสร้างเขื่อนกับการระเบิดแก่ง การค้าเสรีหรือ FTA เขื่อนตอนนี้เปิดใช้งานแล้วคือเขื่อนมันวาน กับเขื่อนต้าเฉาซาน เขื่อนเซี่ยวหวานเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเขื่อนที่สี่เพิ่งเริ่มก่อสร้างที่จิงหง แต่ทั้งหมดมี ๘ เขื่อน ถูกกำหนดให้สร้างบนลุ่มน้ำโขง ส่วนการระเบิดแก่งเริ่มเข้าสู่ระยะที่สองแล้ว บริเวณพรมแดนพม่า-ลาวเหนือเมืองเชียงกก

ผลกระทบเห็นชัดเจนมาก คือน้ำมันแห้ง ปริมาณน้ำฝนน้อย พอปิดเขื่อนที่สอง น้ำยิ่งแห้ง มันก็ไม่ยอมปล่อยน้ำ

 

 

เรื่องผลกระทบจากการพัฒนาในลุ่มน้ำโขง อยากให้ครูช่วยพูดถึงภาพรวมทั้งหมด

 

ผลกระทบจากการพัฒนาที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตมีมากมาย การสร้างเขื่อน ระเบิดแก่ง การค้าเสรี คือการนำเข้าผลไม้โดยไม่ต้องเสียภาษี โครงการนี้มีผลกระทบกับคนจนโดยตรง แต่มีประโยชน์กับคนรวย มีคนถามว่า “แล้วทุกคนไม่ใช้ไฟฟ้าหรือ” แต่คุณพูดอย่างนี้ไม่ได้ คุณต้องมองประเด็นให้ชัดเจน ต้องมองเรื่องความเท่าเทียม เรื่องความเหมาะสมถูกต้อง คุณก็ถามอีกว่า “แล้วคุณไม่ใช้หรือ” ก็ใช้อยู่ แต่ใช้ให้มันถูกต้อง ให้มันพอดี พอสมควร แต่นี่คุณพยายามทำให้มันเกิดขึ้นมากๆ คุณตอบสนองพวกคุณ แต่เอาพวกผมไปอ้างตลอด ว่าต้องใช้ไฟนะ ก็เข้าใจว่าต้องใช้ไฟ แต่ใช้ยังไงให้มันดี ไม่ใช่ว่าเร่งเร้าการใช้ เพื่อสนองให้คุณร่ำรวยขึ้น ทุกวันนี้มันเป็นการเร่งเร้าการใช้ เร่งเร้าให้คุณได้เงิน ได้สร้างเขื่อนไปเรื่อยๆ

 

 

แล้วมองว่าการพัฒนาที่ถูกต้องควรจะเป็นยังไง

พี่ว่าการพัฒนาที่ถูกต้อง ควรพัฒนาไปตามกิเลสที่เหลือน้อย การพัฒนาที่มันจะอยู่ได้ จะต้องตอบสนองต่อกิเลสให้น้อยที่สุด ในวัฏจักรของโลกมันต้องขับเคลื่อนไป มันต้องพัฒนาอยู่ แต่ทำยังไงให้มันขับเคลื่อนไปบนวิถีตามธรรมชาติของมัน ไม่ใช่ไปเร่งเร้าเพื่อเสพย์เพื่อบริโภค ฉะนั้นที่พูดถึงการพัฒนา ถ้าจะพูดแบบพระ คือมันต้องพัฒนาจิตใจไปด้วย เพื่อลดการเสพย์บริโภคที่มากเกินไป นั่นคือการพัฒนาที่ยั่งยืน แล้วอะไรที่ทำให้เกิดอย่างนี้ขึ้นได้ พี่คิดว่าเป็นเรื่องของศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตอันงดงามทำให้การพัฒนาอย่างนี้เกิดขึ้นได้ แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่ แต่พัฒนาให้คนกลายเป็นผีห่าซาตาน กินกันเต็มที่ “แม่งเอากันไปเลยไม่รู้เรื่อง” วิปริตก็เสพย์ บ้านนี้เมืองนี้วิปริตกันไปหมด นี่มันไม่ใช่การพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว เป็นการพัฒนาที่ผิด ถ้าคิดแบบมนุษย์คิด เพื่อโลกนี้จะอยู่ต่อไปได้ยืนยาวก็ด้วยความรักที่มีต่อโลก

 

แล้วผลกระทบจากการค้าเสรีกับจีน

เรื่องการค้ากับจีน รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจ เขาบอกว่า ประเทศจีนมีคนเยอะ เขาต้องกินเยอะ ส่วนคนเราน้อย ส่งเข้าไปขายได้สบาย แต่ทำไมเขาไม่คิดกลับกันนะ คนเยอะ แล้วถามว่าเขาไม่ทำอะไรกินกันก๊ะ เขาไม่ค้าเขาก็อยู่ได้ แต่ทุกวันนี้เขาพยายามจะค้าเพราะอะไร “คุณรู้บ้างไหม?” ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกถ้ามีน้อยก็ย่อมแพ้มาก น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ แล้วจะทำยังไง ถ้าพูดถึงการค้ากับจีนให้เท่าเทียม “อย่าไปปล่อยหมดกะ” อันนี้เปิดกว้างหมด แล้วคุณคิดว่า ของที่เราขายให้เขา กับของที่เขาเอามาขายให้เรา อย่างไหนมันเยอะกว่ากัน คิดง่ายๆ เราผลิตได้แค่กำมือหนึ่ง เขาผลิตได้มากกว่า แล้วใครจะขายให้ใคร ใช่ว่าบ้านเขาคนเยอะแล้วแผ่นดินมีน้อยเสียเมื่อไหร่ จีนมันแผ่นดินใหญ่กว่าเราเท่าไหร่ ทำไมญี่ปุ่นเขาถึงรักษาชาวนาของเขา เขาไม่เปิดอย่างนี้ เขาคิดหนักมากที่สุดเลย เพราะประเทศเขาเล็ก พื้นที่เขามีน้อย จะไปสู้กับประเทศใหญ่ได้จะใด๋ ไม่ใช่ว่าจีนมีคนอยู่พันล้านคนแล้วมีพื้นที่เท่าประเทศไทยนี่ อย่างนี้มันคุยกันได้อยู่ ใช่ไหม ถ้าประเทศไทยมีคนอยู่พันล้าน ค่อยสูสีหน่อย

 

 

แล้วอย่างนี้ การค้าที่เป็นธรรมควรจะเป็นอย่างไร

การค้าขายที่เป็นธรรมมันต้องมีกฎเกณฑ์ไง คำว่ากฎเกณฑ์คืออะไร กฎเกณฑ์จะเป็นตัวที่ทำให้ประเทศที่เล็กได้ป้องกันและดูแลตัวเอง เหมือนสัตว์เล็กๆ มีขนแข็งไว้ป้องกันตัวเอง เรื่องนี้ต้องคิดให้ดีๆ อย่างเรื่องการค้าเสรี บ้านเขามีฐานการผลิตถูก สินค้าราคาถูก เราเห็นชัดอยู่แล้ว อย่างนี้พวกเราตายแน่ คนข้างล่างทั้งนั้นที่ตาย ปลาซิวปลาสร้อย มนุษย์ที่อยู่กับท้องไร่ท้องนา มนุษย์ที่อยู่กับสิ่งซึ่งเป็นจริงทั้งนั้นที่ตาย ส่วนเงินก็อยู่กับพวกพ่อค้านายทุน เพราะจีนยังขาดเรื่องเทคโนโลยี พวกเขาต้องการผลผลิตพวกเหล็กเส้น ปูนซีเมนต์ แต่ผลผลิตทางเกษตรมันไม่ได้ขาดนี่ มันมีเยอะมากมาย สมมติเรามีลำไย มันผลิตลำไยแต่มันไม่สามารถตีตลาดเราได้ แต่คุณรู้อะไรไหม ในฤดูลำไย มันมีผลไม้อย่างอื่นเข้ามาในประเทศไทย ถามว่าชาวบ้านจะซื้ออะไรกัน คนจนเขาเลือกซื้อของถูกนะ เราเสียเปรียบมากมายเรื่องการค้าเสรี มันไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว มันทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย เรื่องมนุษย์ เรื่องวิถีชีวิตวัฒนธรรม ได้รับผลกระทบหมด กระทบแรงด้วย การค้าอย่างนี้คุณต้องระเบิดแก่ง ต้องสร้างเขื่อน พวกนี้ถือว่าค้าหมด จุดหมายใหญ่คือการค้าของมัน ค้าอย่างนี้หรือเรียกว่าการค้าเสรี ค้าโดยไม่คิดไม่มีหลักเกณฑ์อะไร มันฉิบหายหมด ระเบิดแก่งหินแก่งผาทิ้ง เพื่อให้สะดวกสบาย แต่ไม่คิดถึงว่าโลกนี้อยู่ได้เพราะอะไร โลกนี้ไม่ได้อยู่ได้เพราะเขื่อนนะ

ผมถามว่า ลองไฟฟ้าดับหมดโลกสิ ใช่มีคนตายอยู่ เพราะคนมันลืมโครตเหง้าของมัน แต่มีคนมากมายที่เขายังไม่ตาย เพราะเขารู้ว่ามนุษย์คืออะไร

 

 

ที่สุดแล้ว เรายังพอมีทางเลือกในการค้ากับจีนบ้างไหม

พี่ว่ามีทางเลือกนะ แต่คุณจะกล้าเลือกไหมเท่านั้นเอง เพราะทางเลือกต้องขึ้นอยู่ที่ผู้นำด้วย ผู้นำต้องกล้า แต่พี่ว่าผู้นำอย่างทักษิณไม่ใช่ผู้นำที่กล้านะ แต่เขาเรียกว่าละโมบ คือกล้าที่จะละโมบ กล้าที่จะทำอย่างนี้ เพื่อพัฒนา พัฒนา แล้วทุกอย่างกลับคืนใส่มัน อย่างนี้ไม่กล้าจริง ถ้ากล้าจริงบอกหยุดเลยโว้ย… ไอ้สมองอย่างข้านี่แหละ จะทำให้บ้านนี้เมืองนี้พึ่งพาตัวเองให้ได้ โดยไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินนำหน้าเลย

 

 

เป็นไปได้ไหมว่า ดวงตาเขาอาจยังมืดบอดอยู่ อยากให้ครูตี๋ช่วยเปิดดวงตาของเขา เผื่อมันจะสว่างขึ้นบ้าง

พี่ว่าดวงตาเขาไม่สว่างหรอก เลือดมันเข้าตาดำเสียแล้ว เพราะธุรกิจเยอะ ไม่แน่ถ้าเกิดมีอะไรมาดลใจเขาจริงๆ ถ้าเขาสร้างบุญมามากพอ อาจจะมีอะไรสักอย่างมาพลิกสมองเขา มาพลิกจิตวิญญาณเขาอีกครั้ง พี่ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มั่งคั่งด้วยความงดงามเลยนะ ด้วยความสุขสบายมั่งคั่ง ด้วยหัวจิตหัวใจ ถ้าทักษิณบอกว่าหยุด หรือมาพลิกในสิ่งที่คุณหามาได้กลับคืนมาสู่ตรงนี้ “เอามันกลับมาหามัน” เอาสิ่งที่แปรเปลี่ยนเป็นเทคโนโลยีไปแล้ว กลับคืนมาสู่ประเทศนี้ ให้เป็นเรื่องของทรัพยากร เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องวัฒนธรรม

 

 

จริงๆ แล้วยังพอมีทางเลือกในการค้ากับจีนอยู่ใช่ไหม ที่ไม่ต้องทำลายธรรมชาติ

พี่ว่ามันยังมีทางเลือกอยู่ คุณก็ค้าทางถนนไป มันมีทางเลือกเยอะแยะ แต่พวกนี้มันเร่งอยากได้เงิน เงิน เงิน ตอนมีอำนาจมันอยากได้เงิน พี่ว่ามันพากันไปตาย พาโลกไปดับไว โลกวันนี้มันหมุนไวเกินไป ลองคิดดู เด็กยังอายุไม่เท่าไหร่เลย มีผัวมีเมียแล้ว ใช่ว่าพ่อแม่บังคับให้แต่งนะ แอบไปเอากันเลย เมื่อก่อนยังบอกว่าศาสนาบังคับ แต่นั่นเป็นเรื่องราวของวัฒนธรรมประเพณี แต่นี่มันไม่ใช่แล้ว เห็นชัดว่าโลกมันไปไวมาก คนเมื่อก่อนเขาขับเคลื่อนไปด้วยวุฒิภาวะ ไปตามวัยของเขา เรียนรู้ทีละอย่าง ยิ่งอายุมากขึ้น เรียนรู้มากขึ้น เขาจะเริ่มปล่อยวาง มันก็แค่นี้ชีวิต เข้าใจว่าความตายคืออะไร คนเมื่อก่อนไม่กระเสือกกระสนทุรนทุรายมากอย่างนี้ เพราะเข้าใจ แต่เดี๋ยวนี้มันต้องการกระโดด จากพวกไอทีทั้งนั้น มันรู้ไปหมด อยากรู้อะไรรู้ไปหมด แต่วัยมันถึงหรือยัง วุฒิภาวะพอหรือยัง ประสบการณ์ชีวิตด้วย

 

 

สุดท้ายเราจะสู้กับประเทศจีนอย่างไรถึงจะงดงาม

ความคิดของพี่ตอนนี้ ถ้าจะสู้กับจีน คำว่าแพ้ – ชนะในใจพี่ พี่ไม่ต้องการนะ เราพยายามบอกเขาตลอดเวลาว่า แค่นี้พอได้แล้ว ให้คนทางนี้เขาได้อยู่ได้กิน เราพยายามอธิบายให้เกิดความเข้าใจกันมากกว่า นี่คือหนทางแห่งความงดงาม แต่เมื่ออธิบายไม่ได้ ไม่ยอมฟัง ทีนี้เราจะทำยังไง เราก็สู้ให้มันงดงาม ขณะนี้เราเน้นความสำคัญของ ผู้คนในแถบนี้ มีการนำเสนอประโยชน์ของแม่น้ำโขง มันจะงดงามขึ้นเรื่อยๆ จากที่เราเคยพูดอยู่คนเดียว จะมีคนพูดแทนเรา พี่ว่าเอาศิลปวัฒนธรรมนำถูกต้องที่สุดแล้ว เราก็เริ่มกันบ้างแล้ว อย่างค่ายเด็ก ค่ายศิลปะ มีความสัมพันธ์กับชาวบ้าน

พี่บอกว่า สุดท้ายถ้ามันจะระเบิดแก่งจริงๆ เราต้องทำยังไง ก็ไม่มีอะไรมากมาย คงไปสู้กันที่นั่นครั้งเดียว ง่ายๆ ไม่ต้องวางแผนอะไร ถึงเวลาก็บอกพรรคพวกเรา ชวนกันไป เอายังไงก็เอากัน หลายครั้งมีคนถามว่าจะทำยังไง พี่ก็ถามพี่แดง (เตือนใจ ดีเทศน์) อยู่ว่าคิดยังไง แกก็ว่าจะมานั่งสมาธิ ก็เหมือนกันแหละ ถ้ามันจะระเบิดก็ให้มันอยู่ที่นั่นเลย เราก็อยู่ที่นั่นด้วย ไม่ไปไหนแล้ว สู้ครั้งเดียวพอ คนที่สู้อย่างงดงามเขาไม่สู้นานนะ ถ้าจะไปก็ให้มันไป ไม่ต้องคิดอะไรหรอก สุดท้ายคืองดงามแล้ว ไปฆ่ามันก็ตายเท่านั้นเอง ไม่ได้อะไรขึ้นมา แต่ถ้ามันจะฆ่าเราก็ให้มันฆ่าเสีย มันจะระเบิดก็ระเบิดไป ถ้าใครดีใจมาด้วยก็ไป แค่นั้นก็งามแล้ว ไม่งามยังไง ขนาดคนยืนมองเราถูกเขาระเบิด มีคนนั่งอยู่มันกล้าจุดระเบิด ตูม! เอาสิ ผมว่ามันต้องหยุดแหละ แค่ตูมเดียวมันก็หยุดแล้ว มันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ของแม่น้ำโขง แต่ไม่มีใครคิดแบบนี้ เรื่องแบบนี้มันน่าคิดเยอะอยู่ คือเราไม่ได้ไปพลีชีพเพื่อฆ่าคนอื่น เราพลีชีพอย่างนี้ ไม่ได้ฆ่าใคร ถึงได้บอกสมเกียรติ ใครจะอยู่ข้างล่าง ใครจะอยู่ข้างบนก็เลือกเอา ไม่เป็นไร อยู่ข้างบนก็คอยเก็บภาพดีๆ มันเหมือนกับการพลีชีพของอันเกด้า แต่เราไม่ฆ่าใคร พลีชีพอย่างนี้มันงามกว่า เราสู้แบบนี้แหละ

 

 

อยากให้ครูเล่าถึงความสัมพันธ์ของชาวบ้านเวียงแก้ว

มันเป็นวิถีอันหนึ่งที่พี่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นในชุมชน ถ้าชุมชนไม่มีวัฒนธรรม ไม่มีวิถีของตนเอง ไม่สำนึกตรงนี้ ชุมชนก็ล่มสลาย คนภายนอกสามารถเข้ามาตีเราแตกได้ง่าย ถ้ามีตรงนี้ก็สามารถยึดใจชาวบ้านให้รวมกันได้อยู่ พี่พยายามเน้นเรื่องงานวัฒนธรรมในหมู่บ้านที่เคยปฏิบัติมาให้คงอยู่ตลอด งานพวกนี้ทำให้ชาวบ้านร่วมร่วมแรงร่วมใจกัน งานกินฉลาก งานแห่เทียน ไหลเรือไฟ ลอยกระทง ดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ในวันสงกรานต์ งานวัฒนธรรมทำให้ชาวบ้านรวมตัวกันบ่อย การบูรณะซ่อมแซมของเก่า ปีหนึ่งมีหลายครั้ง ความสัมพันธ์ชาวบ้านย่อมมีอยู่ ยามที่หมู่บ้านมีปัญหา หรือต้องการความช่วยเหลือ มันง่ายเพราะเราได้พูดคุยกัน ทำให้การเดินทางของหมู่บ้านสวยงาม ไม่ใช่ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้นำวัฒนธรรมอันแปลกประหลาดเข้ามาทำให้วิถีชีวิตมันผิดรูปผิดร่างไปหมด

ความจริงแล้ว คนท้องถิ่นปฏิเสธการหลั่งไหลเข้ามาของวัฒนธรรมต่างๆ ไม่ได้หรอก แต่สิ่งดีซึ่งมีอยู่แล้วทำยังไงให้มันผสมกลมกลืนกันได้ ทุนทางธรรมชาติที่เรามีอยู่แล้ว วัฒนธรรมที่ดีงาม จิตวิญญาณที่ดีงาม ที่ทำกินโดยธรรมชาติเราควรรักษาไว้ เพื่อผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมที่หลั่งไหลเข้ามา แต่ตอนนี้เราทิ้งความเป็นตัวตน ทิ้งวิถีดั้งเดิมไปหมด

 

แล้วจะทำยังไงให้ชาวบ้านที่นี่รู้จักตัวเองมากขึ้น

 

อันแรก ชุมชนเราต้องเริ่มพูดคุยกันว่า อะไรที่จะรักษาเยียวยาเราไว้ได้ เรื่องวัฒนธรรม การสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง เรื่องจิตวิญญาณ ความรู้สึกที่ดีงามต่อกัน ให้สำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าเราคือใคร วิถีชีวิตเราคืออะไร แล้วอะไรบ้างที่เรามีอยู่ เราอยู่อย่างนี้มานานแล้ว มันดีอยู่ อยู่แบบพี่แบบน้อง ดูแลซึ่งกันและกัน การแก้ปัญหาหมู่บ้านทำได้ง่าย เพราะรู้จักกันหมด

เวลานั่งพูดคุยกับชาวบ้าน พี่จะพูดเรื่องความสุข วิถีแห่งความสุข ชาวบ้านเขาเข้าใจนะ ความสุขบ่งบอกถึงกิจกรรมที่นำมาซึ่งความสุข อะไรที่นำพาเรามาตรงนี้ เรารู้จักตัวเองว่าวิถีเราเป็นอย่างนี้ เราเคยอยู่กันมาแบบนี้ อย่างในซอยนี้ รู้จักกันหมด เย็นมาก็นั่งพูดคุยกัน มีกิจกรรมอะไรก็ช่วยกันทำ ทะเลาะกันบ้าง ดีกันบ้าง กินเหล้ากันบ้าง เป็นเรื่องปรกติของชุมชน ด้วยความเข้าใจกัน ทุกคนสามารถบอกให้อีกคนหนึ่งหยุดได้ เราต้องถามว่าความสุขอยู่ที่ไหนเวลาอยู่ด้วยกัน สุขเพราะได้รู้จักตัวเอง ช่วยเหลือกัน

คนเมื่อก่อนบอกว่า ให้กินแค่อิ่ม ไม่ใช่กินให้เลิศหรู แค่ลาบ นี่สุดยอดแล้ว แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ เมื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตไปอีกอย่าง มันต้องเปลี่ยนวิถีการกิน การอยู่ การนอน การไปการมา มันต้องเปลี่ยนไปหมด ชีวิตต้องดิ้นรนมากขึ้น ถ้ารู้จักตัวเอง เป็นใครมันก็อยู่ได้สบาย ถ้าไม่รู้จักตัวเองก็ต้องปรับเปลี่ยนหมด ต้องแสวงหาอีก ยุ่งกันไปอีก

 

 

ครูว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร

สุขโดยพื้นฐานของมนุษย์เพียงแค่มีอยู่มีกินเท่านั้น มีข้าวกิน มีลูกดี มีเมียที่น่ารัก นี่คือสุขพื้นฐานของมนุษย์เลย สุขอีกระดับหนึ่งคือได้เห็นคนที่อยู่ข้างๆ สุขไปด้วย เห็นคนในครอบครัว เพื่อนบ้านอยู่กันอย่างมีความสุข ถ้าสุขในระดับที่สูงขึ้นไปอีก คือสุขด้วยตัวเอง อิ่มเอม เป็นการปฏิบัติที่สูงไปกว่านั้น

แค่มนุษย์เราปฏิบัติได้เท่านี้ เห็นคนอื่นมีความสุข เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่อยู่ได้ แต่ทุกวันนี้ บางครั้งไปทำให้เขาไม่ใช่มนุษย์ เราก็เลยไม่มีความสุข สุขของพี่ไม่ใช่ว่าเห็นชาวบ้านร่ำรวยนะ แค่มีข้าวกิน ไม่ลักขโมย อยู่กันสบายๆ มีงานบุญประเพณีก็ไปร่วมกัน แค่นี้ก็งามแล้ว

 

 

ในชีวิตที่เหลืออยู่ ครูตี๋อยากเห็นอะไรเกิดขึ้นกับเชียงของ

พี่อยากเห็นบ้านนี้เมืองนี้สงบ คำว่าสงบไม่ใช่ว่าชาวบ้านจะไม่ทำมาหากินนะ แต่สงบด้วยวิถีอาชีพที่เหมาะสม พี่อยากเห็นความงามของบ้านนี้ มีผู้คนมาเที่ยวมาพูดคุยกัน เชียงของไม่กว้างนะ มันยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ ร่มรื่น ผู้คนอยู่อย่างมีความสุข ไม่ได้ฟุ้งเฟ้อ อยากให้เป็นอย่างนี้ ผู้คนอยู่กันสบายๆ รักษาสิ่งแวดล้อมของเราเอาไว้ให้โลกนี้

แต่มันน่ากลัวอยู่ เพราะมันจะเปลี่ยนแปลงไปหมด เราก็พยายาม ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง แต่อย่าให้มันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ทำให้เราอยู่กันไม่ได้ พี่ว่าเรื่องชุมชนสำคัญนะ วิถีชีวิตยังไม่ต้องออกแต่เช้าเข้าบ้านแต่ดึก อันนี้น่ากลัวแล้ว เช้ายังเจอพรรคพวก เย็นเดินไปมาหาสู่กัน พูดคุยกัน อย่างชุมชนเชียงของ มันไม่ยากอะไรเลย ถ้ารักษากันจริงจัง บ้านเมืองที่อื่นมันเปลี่ยนไปหมด ที่นี่จะเป็นบ้านร่มบ้านเย็น คนก็อยากมาพักผ่อน ทำให้บ้านนี้เป็นบ้านสำหรับการพักผ่อน เป็นเหมือนบ้านแห่งที่สองของคนในสังคมกรุงที่เหนื่อยหนัก เลือกไม่ได้ เราอยู่กันอย่างนี้ อยู่เพื่อโลก ทำเพื่อโลก งดงามอยู่ คนอื่นที่ไม่มีโอกาสจะได้มีโอกาสพักผ่อนกับบรรยากาศที่ดีงามของชีวิต จะได้มีที่สงบจิตใจในชีวิต.

แม้ทุกวันนี้สถานการณ์แม่น้ำโขงจะดีขึ้น เพราะโครงการระเบิกเกาะแก่งในแม่น้ำโขงถูกระงับไปแล้ว นับได้ว่าเป็นชัยชนะอันงดงามของคนลุ่มน้ำโขง แต่ถึงกระนั้น รัฐบาลจีนยังคงเดินหน้าสร้างเขื่อนต่อไป ขณะเดียวกัน นิคมอุตสาหกรรมได้ผละจากเชียงแสนเพื่อมาลงหลักปักฐานที่เชียงของอย่างแน่นอนในอนาคต การต่อสู้ครั้งใหม่ของคนลุ่มน้ำโขงกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง…

 

 

หนังสืออ้างอิง

คอนผีหลง : บ้านของปลา พืชพันธุ์ และผู้คนแห่งลำน้ำโขง กันยายน ๒๕๔๖

ทางเลือกแม่น้ำโขง : การค้าที่เป็นธรรมและไม่ระเบิดแก่ง มกราคม ๒๕๔๗

ครูตี๋ กับการต่อสู้เพื่อลุ่มน้ำโขง สายน้ำแห่งชีวิต

สรุปข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจากนิตยสาร นิตยสาร ฅ ฅน

หน้าแล้ง ปี 2539 คนเชียงของ จังหวัดเชียงราย และอาจรวมถึงคนริมน้ำโขงจากเชียงแสนถึงท้ายน้ำในเขตลาวและกัมพูชาพากันแตกตื่น เมื่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงอย่างน่ากลัว ลดแล้วขึ้น . . . ขึ้นแล้วลด ในช่วงไม่กี่วัน ทั้งที่ฝนไม่ตก หากใครที่ติดตามข้อมูลจะทราบว่า การลดลงของน้ำในแม่น้ำโขงเป็นผลมาจากการเปิดเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่สร้างกั้นลำน้ำโขงตอนบนในประเทศจีน ชื่อ“เขื่อนมันวาน” 

 ”พอจีนเปิดเขื่อน เราก็รู้ว่าปัญหาแรกของคนแม่น้ำโขงมาถึงแล้ว”

    ครูตี๋ หรือ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว อดีตครูใหญ่หนุ่มวัยต้นสามสิบ แห่งโรงเรียนบ้านห้วยคุ กิ่งอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย  ตระหนักถึงสัญญาณอันตรายที่กำลังจะคุกคามบ้านเกิดที่เป็นอำเภอเล็กๆ และความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับแม่น้ำทั้งสายที่หล่อเลี้ยงชีวิตเขาและผู้คนอีกไม่น้อยกว่าร้อยล้านคนตลอดสองฝั่งโขง

ลำพังเรื่องสร้างเขื่อนในประเทศจีน ไม่ได้ทำให้ครูตี๋ตื่นเต้นมากเท่าไร เพราะเหลือวิสัยที่จะไปคัดง้างอะไรได้มากมายในฐานะพลเมืองไทยธรรมดาๆ แต่ที่ทำให้แกไม่อาจทนต่อไปได้ และทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นก็คือ ครั้งแรกที่ได้ยินว่า การเปิดเส้นทางเดินเรือในแม่น้ำโขงจะต้องระเบิดแก่งกลางแม่น้ำโขง และแก่งผีหลงในเขตอำเภอเชียงของเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย!!!

การระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงเป็นผลพวงมาจากการลงนามข้อตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง ของรัฐบาล 4 ประเทศ ที่ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า เมื่อเดือนเมษายน ปี 2543 โดยข้อตกลงระบุว่า ภายใน 1 ปี หลังจากการลงนามในข้อตกลงนี้ ให้เรือของประเทศภาคีมีสิทธิแล่นได้อย่างเสรีในระยะทาง 886.1 กโลเมตร จากท่าเรือซือเหมาของจีน จนถึงท่าเรือหลวงพระบาง

ปกติครูตี๋เป็นคนรักสงบ มีเพียงเรื่องเดียวที่จะทำให้แกเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดดุดันขึ้นมาได้คือ เรื่องการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง สถานการณ์ระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง ทำให้ครูตี๋มีเป้าหมายชัดเจน ในการต่อสู้เพื่อต้านการระเบิดคอนผีหลงกลางแม่น้ำโขง

    “พอรู้ว่าเขาจะเอาแน่แล้ว เราก็ไปพูดคุยกับคนเฒ่าที่อยู่กับแม่น้ำโขงมาหกสิบเจ็ดสิบปี ไปถามว่า ถ้าเกาะแห่งหินผาถูกระเบิด แม่น้ำจะเป็นอย่างไร”

อาจไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย ที่ความคิดความอ่านของบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ที่รู้จักแม่น้ำโขงมาทั้งชีวิต บอกมาในทำนองเดียวกันว่า ถ้าระเบิดแก่ง ตลิ่งบ้านจะพัง เพราะกระแสน้ำหลากมาอย่างอิสระ ไม่มีเกาะแก่งหินผาช่วยชะลอความแรง และปัญหาถัดมาคือ แม่น้ำโขงจะแห้งมากในช่วงหน้าแล้ง เพราะบรรดาคอน เกาะแก่ง หินผา เป็นตัวช่วยในการชะลอน้ำไว้เป็นช่วงๆ ทำให้น้ำไหลช้า บางจุดถูกบีบให้เกิดเป็นคกเป็นกว๊าน มีน้ำขังอยู่ จึงเป็นเหมือนฝายธรรมชาติช่วยชะลอน้ำได้ ฉะนั้น หน้าแล้งจึงยังมีน้ำ และน้ำก็ใส เป็นแหล่งเก็บหาไก สาหร่ายน้ำจืดที่ขึ้นชื่อ โดยเฉพาะคอนผีหลงนั้นลึกมากถึง 50 เมตร มีซอกหลืบมากมายเป็นแหล่งอาหารของปลา รวมทั้งปลาขนาดใหญ่ เช่น ปลาบึก ถ้าระเบิดผาหินทิ้งเสียแล้ว จะไม่เหลือปลาให้กิน

    สถานการณ์การระเบิดแก่งเข้มข้นมากขึ้น เมื่อครูตี๋ได้เห็นเอกสารลับที่เครือข่ายพันธมิตรของเขานำมาให้ มันเป็นหนังสือสั่งการจากกระทรวงมหาดไทย แจ้งจุดที่จะมีการระเบิดแก่ง  …ทางเดียวที่เขาทำได้คือ หาทางยับยั้ง และมุ่งไปที่จุดอ่อนของโครการ ซึ่งนั่นก็คือ การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีเอไอ ที่โครงการฝ่ายจีนไม่เคยพูดถึง โดยรวบรวมรายชื่อชาวบ้านที่คัดค้านเสนอไปยังกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงหนาหู หลายฝ่ายเริ่มจับตาดูปัญหาดังกล่าวอย่างสนใจ

ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องไปถึงข้อตกลงนานาชาติด้านสิ่งแวดล้อมหลายกรณี คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศ วุฒิสภาพ จึงได้เรียกร้องให้ฝ่ายจีนหยุดการระเบิดแก่งหินแม่น้ำโขง เพื่อรอผลการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

ขณะที่อยู่ระหว่างรอผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ครูตี๋ก็ได้ริเริ่มทำงานวิจัยร่วมกับชาวบ้านริมแม่น้ำโขงในด้านนิเวศวิทยา ชนิดพันธุ์พืช และสัตว์น้ำ ตลอดจนวิถีของผู้คนริมฝั่งที่ผูกพันกับสายน้ำใหญ่ ซึ่งจากการวิจัยร่วมกับชาวบ้าน ทำให้ได้ข้อมูลนิเวศวิทยาอย่างละเอียด และงานวิจัยดังกล่าวนี้ได้ถูกนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนตามโรงเรียนในพื้นที่ในเวลาต่อมา

ปลายเดือนเมษายน 2547 มีข่าวเรือสำรวจของจีนล่วงลำน้ำเข้ามาทำหมุดหมายร่องน้ำเพื่อกำหนดแนวที่จะระเบิดแก่งคอนผีหลง ตรงแก่งไก่ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ควรจะต้องชะลอเอาไว้ก่อนจนกว่าการทำอีไอเอจะแล้วเสร็จ

ครูตี๋และสหายร่วมเจตนารมณ์จำนวนหนึ่ง ตัดสินใจยื่นหนังสือประท้วง โดยเคลื่อนเรือสิบกว่าลำ ปักป้ายต่อต้านการระเบิดแก่ง ซึ่งหัวหน้าใหญ่ฝ่ายจีนรับหนังสือประท้วงอย่างงงๆ แต่ไม่มีเหตุรุนแรงใด เพราะหากมองขึ้นฝั่งจักพบว่า มีทหารพรานถืออาวุธเตรียมพร้อมยืนจังก้าน่าเกรงขาม

ข่าวภาคค่ำวันนั้น โมเดิร์นไนน์ทีวีรายงานเหตุการณ์ประท้วงขับไล่เรือจีนของชาวบ้านเชียงของ และหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าก็รายงานข่าวกันอย่างครึกโครม วันถัดมาผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงมหาดไทยบินด่วนมาดูพื้นที่ และต้องเผชิญกับคำถามยากจากสื่อมวลชนว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เรือต่างชาติเข้ามากระทำการอย่างอุกอาจในไทย ทั้งที่เรื่องอยู่ระหว่างชะลอออกไป

ขณะเดียวกัน เรือสำรวจของจีนทั้งสองลำถอนสมอ ล่าถอยออกจากพื้นที่ไปในวันถัดมา ทิ้งไว้แต่เพียงเสาปูนกล่างแม่น้ำโขงหน้าแก่งไก่ เตือนให้ทุกคนไม่ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

   “โชคดีที่เราไปทัน และไม่เปิดโอกาสให้เขารุก ไม่เช่นนั้นป่านนี้คงระเบิดแก่งหมดไปแล้ว”

กระทั่งหน้าแล้งถัดมาในปี 2548 คณะกรรมการประสานความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง แม่น้ำโขง ได้ตัดสินใจปิดโครงการ ระงับการระเบิดแก่งคอนผีหลงโดยสิ้นเชิง แม้คอนผีหลงจะรอดพ้นการระเบิดเพื่อเปิดทางเดินเรือ แต่แก่งใหญ่ๆ อีก 20 แก่ง ในเขตแดนจีน พม่า และลาว ถูกระเบิดทิ้งไปจนหมดสิ้น

เหนือสายน้ำขึ้นไปมีเขื่อนขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้างในเขตจีน 8 เขื่อน ถัดลงไปทางใต้มีเขื่อนกั้นลำน้ำโขง และลำน้ำสาขาในเขตลาวอีกนับสิบเขื่อน เขื่อนใหญ่ของกัมพูชาก็ได้ทุนจากจีน จุดประสงค์หลักของเขื่อนเหล่านี้คือ การผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนเขตอุตสาหกรรม ที่เขามองว่าเป็นรายได้ เป็นเรื่องจำเป็น แต่ไม่มีใครสนใจว่า ปลาในแม่น้ำโขงที่คนนับล้านกินกันทุกวันก็จำเป็น ประโยชน์ของแม่น้ำนี้ให้ไว้กับคนทั้งมวล แต่เขื่อนนั้นทำลายแม่น้ำทั้งสาย และให้ประโยชน์กับคนไม่กี่คน

 เรื่องการเปิดเขตการค้าเสรีก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครพูดถึงความอยู่รอดของคนธรรมดาสองฝั่งน้ำ ไม่มีมาตรการใดๆ ที่จะช่วยให้ผู้ค้ารายเล็กในท้องถิ่นอยู่ได้ แต่กลับไปส่งเสริมทุนใหญ่เข้ามาแบบไม่มีข้อจำกัด หากจะมีพิเคราะห์กันจริงๆ เมืองไทยไม่ได้มีตัวตนใดๆ ในระบบนี้ เป็นเพียงถนน สะพาน และโกดังเก็บของให้ทุนใหญ่ทอดข้ามไปพบกันจากเหนือสุดไปใต้สุด ..จากจีนไปสิงคโปร์ก็เท่านั้น

วันนี้ปัญหามากมายจากการไหลบ่าของทุน การสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้ามากมายตลอดลำน้ำ การตัดถนนสร้างระบบสาธารณูปโภค การเปิดเขตการค้าเสรี การเปิดสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ยังคงดำเนินต่อไป  …เช่นเดียวกับครูตี๋และเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านนา ที่ยังคงต่อสู้เพื่อสายน้ำแห่งชีวิตของพวกเขาต่อไป

 

บทความที่เกี่ยวข้องกัน:

เดินธรรมยาตรา สืบชะตาแม่น้ำน่าน
เครือข่ายวิจัยไทบ้านต้านเขื่อนแม่น้ำโขง
ลักษณะทั่วไปของพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบน
แนะรัฐทำโครงการแก้น้ำท่วมให้ถามคนพื้นที่
ธรรมยาตรา ศรัทธาเพื่อแม่น้ำของ (เรา)
13 ท้องถิ่นพะเยา ระดมสมองจัดการป่าต้นน้ำ เสนอจัดสรรงบ 3.5 แสนล้านลงท้องถิ่น สร้างรูปธรรมน้ำสาขา

ยังไม่เปิดให้แสดงความคิดเห็นทั่วไป